ปัจจุบันโรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบมาก เป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งปอด ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่ตรวจพบ จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 40–60 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงดังต่อไปนี้คือ
1. ผู้ป่วยตับอักเสบส่วนใหญ่ร้อยละ 75-80 ของผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
2. ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงมากกว่าคนที่ไม่เป็นพาหะ ถึง 100-400 เท่า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนปกติ ที่จะเป็น มะเร็งตับ
3. ผู้ป่วยที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือโรคไวรัสตับอักเสบบี
4. ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส จากการใช้ยา ฯลฯ
โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่ให้การวินิจฉัยระยะเริ่มแรกได้ช้าเนื่องจากไม่ค่อยมีอาการ เมื่อมีอาการโรคก็เป็นมากแล้ว และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน
สำหรับกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้ได้รับการคัดกรอกอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน เป็นระยะเวลา 2 ปี ดังนี้
- รับการตรวจหาระดับของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ
- การตรวจวินิจฉัยด้วยการทำอัลตราซาวนด์ โดยการใช้คลื่นเสียงผ่านไปยังตับเพื่อตรวจว่ามีก้อนที่บริเวณตับ) ซึ่งมักจะทำควบคู่ไปกับการตรวจค่าอัลฟาฟิโตโปรตีน
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็นควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจค้นหามะเร็งได้ตั้งแต่ในระยะแรก ทำให้ขั้นตอนของการกระจายของมะเร็งหยุดไปได้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นกว่าในอดีต แต่เราก็ควรหมั่นสังเกตตัวเองเมื่อมีอาการผิดปกติ และหากเข้าข่าย “โรคมะเร็งตับ” ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน |