
คุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความกังวลใจเรื่องแผลเบาหวานอยู่ใช่หรือไม่ ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของผู้ป่วยโรคเบาหวานและครอบครัวคือการเกิดแผลเรื้อรังจนลุกลามไปสู่การสูญเสียอวัยวะ หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวการตัดขาจากโรคนี้จนเกิดความวิตกกังวลมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเรารู้เท่าทันความผิดปกติของร่างกายและได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โอกาสที่จะต้องสูญเสียอวัยวะจะลดลงอย่างมาก
ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และเทคโนโลยีการรักษาแผลเบาหวานบริเวณเท้าในปัจจุบัน เราสามารถกอบกู้สถานการณ์วิกฤตให้กลับมาดีขึ้นได้ พร้อมดูแลทุกบาดแผลด้วยความเข้าใจ เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้งโดยไม่ต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญ
โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหลอดเลือดและเส้นประสาททั่วร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะส่วนปลายอย่างเท้า การสังเกตความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันแผลเรื้อรัง หากคุณมีอาการเบาหวานลงเท้าตามลิสต์ด้านล่างนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที
ชาปลายมือปลายเท้า
อาการชามักเป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่าระบบประสาทส่วนปลายเริ่มเสื่อมสภาพ ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกยิบๆ เหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณปลายนิ้วเท้า บางรายอาจรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในเวลากลางคืน ความน่ากลัวของอาการชาคือผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล ทำให้ปล่อยปละละเลยจนแผลติดเชื้อลุกลาม
สูญเสียความรู้สึกบริเวณบาดแผล
เมื่อเส้นประสาทถูกทำลายรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้ความเจ็บปวดไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะเหยียบเศษแก้ว ของมีคม หรือสวมรองเท้าที่กัดเท้าจนเป็นแผลลึก ก็จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แผลเบาหวานลุกลามอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันสังเกตเห็น
ผิวหนังที่เท้าแห้ง
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติจะดึงน้ำออกจากเซลล์ต่างๆ ทำให้ผิวหนังทั่วร่างกายรวมถึงบริเวณเท้าขาดความชุ่มชื้น ผิวจะแห้ง แตก ลอกเป็นขุย รอยแตกเล็กๆ เหล่านี้เป็นช่องทางชั้นดีที่เชื้อแบคทีเรียจะแทรกซึมเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังและก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
ผิวหนังที่เท้ากลายเป็นสีคล้ำ
การเปลี่ยนแปลงของสีผิวบริเวณเท้าบ่งบอกถึงภาวะเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายไม่เพียงพอ หลอดเลือดที่ตีบแคบทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถเดินทางไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณเท้าได้ตามปกติ ผิวหนังจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ม่วง หรือดำ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดที่อาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย
เวลาเดินมีอาการปวด
ผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการปวดน่องหรือปวดเท้าอย่างรุนแรงขณะเดินหรือทำกิจกรรมต่างๆ และอาการปวดจะทุเลาลงเมื่อได้หยุดพัก อาการเช่นนี้เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน ทำให้กล้ามเนื้อขาดออกซิเจนขณะใช้งาน หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดแผลเนื้อตายในที่สุด
คำถามที่มักอยู่ในใจของผู้ป่วยหลายคนคือเมื่อเกิดภาวะเบาหวานลงเท้า อันตรายไหม และบทสรุปสุดท้ายต้องจบลงที่การตัดขาเสมอไปหรือไม่ คำตอบคือภาวะนี้มีความอันตรายสูงมากหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะการติดเชื้อสามารถลุกลามลึกเข้าสู่ชั้นกระดูกหรือแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม การตัดขาไม่ใช่ทางออกเดียวและไม่ใช่สิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป วิวัฒนาการทางการแพทย์ในปัจจุบันมุ่งเน้นการรักษาแบบเก็บรักษาอวัยวะ หากผู้ป่วยมาพบแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการประเมินอย่างละเอียด ทีมแพทย์สามารถใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนเลือด กำจัดเนื้อตาย และกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาแผลให้หายสนิทและใช้งานเท้าได้ตามปกติ
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ สำหรับผู้ที่มีภาวะเสี่ยง การดูแลสุขภาพเท้าอย่างถูกวิธีในชีวิตประจำวันคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเบาหวาน
สุขอนามัยเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ควรล้างทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ อุณหภูมิน้ำต้องไม่ร้อนจนเกินไปเพื่อป้องกันผิวหนังลวกพอง จากนั้นใช้ผ้าขนหนูที่นุ่มและสะอาดซับเท้าให้แห้งสนิทอย่างเบามือ โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าซึ่งเป็นจุดที่มักมีความอับชื้นและเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อรา ห้ามเช็ดถูแรงๆ เพราะอาจทำให้ผิวหนังถลอก
รองเท้าเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันอันตราย ผู้ป่วยควรเลือกรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ หรือรองเท้าที่มีขนาดพอดี ไม่บีบรัดหน้าเท้า วัสดุต้องระบายอากาศได้ดีและมีความนุ่มเพื่อลดแรงกระแทก ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้งต้องตรวจดูภายในว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้เกิดรอยถลอก นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเด็ดขาด
หากพบรอยถลอกหรือแผลเล็กน้อย ควรรีบทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือทางการแพทย์และซับให้แห้ง ปิดทับด้วยผ้าก๊อซที่สะอาด หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงอย่างแอลกอฮอล์ทาลงบนแผลโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายและแผลหายช้าลง ที่สำคัญคือต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากแผลบวมแดง มีหนอง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
เมื่อเกิดแผลเบาหวานขึ้นแล้ว การรักษาแบบบูรณาการโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพคือทางออกที่ดีที่สุด กระบวนการรักษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก เริ่มจากการประเมินสภาพบาดแผลและการไหลเวียนโลหิต หากพบว่าหลอดเลือดตีบตัน แพทย์อาจพิจารณาการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดเพื่อให้เลือดและออกซิเจนกลับไปเลี้ยงบาดแผลได้ดีขึ้น
การตัดแต่งบาดแผลเพื่อเอาเนื้อเยื่อที่ตายและติดเชื้อออกเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยหยุดการลุกลาม ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ยังมีการใช้นวัตกรรมวัสดุปิดแผลสมัยใหม่ที่ช่วยควบคุมความชุ่มชื้นและกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงการบำบัดด้วยออกซิเจนความกดบรรยากาศสูงซึ่งเป็นการเพิ่มระดับออกซิเจนในเซลล์ ช่วยให้แผลเรื้อรังหายเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาวะเบาหวานลงเท้าแม้จะเป็นภัยเงียบที่อันตราย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกรายจะต้องสูญเสียอวัยวะเสมอไป การหมั่นสังเกตความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ และการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีเมื่อเกิดบาดแผล คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพเท้าไว้ได้
หากคุณหรือคนในครอบครัวกำลังมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ผิวหนังเปลี่ยนสี หรือมีบาดแผลเบาหวานที่หายช้า อย่าปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้ ติดต่อเข้ามาปรึกษาทีมแพทย์เฉพาะทางของเราวันนี้ เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาแผลเบาหวานบริเวณเท้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้คุณก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
แผนกโรคเฉพาะทาง โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม
เบอร์ 052-004699