
เสียงไอที่ดังขึ้นกลางดึก สัมผัสที่ร้อนผ่าวจากหน้าผากเล็กๆ หรือเสียงร้องไห้งอแงที่ผิดไปจากปกติของลูกรัก ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความบีบคั้นหัวใจให้กับคนเป็นพ่อแม่เสมอ ความกังวลใจมักจะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเราต้องเห็นลูกน้อยเจ็บป่วย ยิ่งในยุคปัจจุบันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและมีเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ พัฒนาตัวอยู่ตลอดเวลา การปกป้องลูกน้อยจาก โรคในเด็ก จึงกลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับทุกครอบครัว
ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับเด็กวัยกำลังโตที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ แต่ความกังวลเหล่านั้นจะบรรเทาลงได้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมกุมารแพทย์เฉพาะทาง เราเข้าใจดีถึงความละเอียดอ่อนของร่างกายเด็ก เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้พ่อแม่สามารถรับมือกับโรคติดต่อต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ การรู้เท่าทันอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นคือรอยต่อสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสได้อีกครั้ง
ธรรมชาติของเด็กวัยเรียนรู้มักจะชอบหยิบจับสิ่งของเข้าปาก หรือคลุกคลีเล่นสนุกกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้เชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายดาย กลุ่ม โรคในเด็ก ที่มักพบการระบาดอยู่บ่อยครั้งและพ่อแม่ควรทำความรู้จักไว้มีดังต่อไปนี้
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่าสองปี ไวรัสชนิดนี้จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมอักเสบและผลิตเสมหะออกมาในปริมาณมาก ซึ่งทางเดินหายใจของเด็กนั้นมีขนาดเล็กและแคบอยู่แล้ว เมื่อมีเสมหะเหนียวข้นไปอุดกั้น จึงทำให้เกิดความรุนแรงมากกว่าในผู้ใหญ่
อาการที่เด่นชัดคือเด็กจะเริ่มจากการมีไข้ มีน้ำมูกใส ไอแห้งๆ นำมาก่อน จากนั้นอาการไอจะรุนแรงขึ้น เริ่มมีเสียงครืดคราดในลำคอ หายใจหอบเหนื่อย หายใจหน้าอกบุ๋ม และอาจได้ยินเสียงหวีดขณะหายใจออก หากไม่ได้รับการดูดเสมหะหรือพ่นยาขยายหลอดลมอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบหรือภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคยอดฮิตที่มักระบาดในเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาล เกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ติดต่อได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก หรือของเล่นที่เปื้อนเชื้อร่วมกัน ความทรมานของโรคนี้ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของเชื้อ แต่อยู่ที่ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เกิดขึ้น
เด็กจะมีไข้สูงนำมาก่อน ตามมาด้วยการเกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลเปื่อยเล็กๆ ภายในช่องปาก กระพุ้งแก้ม และลิ้น ทำให้เด็กเจ็บปากมากจนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ นอกจากนี้จะพบผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือบางครั้งอาจลามไปถึงบริเวณก้นและต้นขา พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังภาวะขาดน้ำอย่างใกล้ชิด และพยายามป้อนน้ำหรืออาหารเหลวเย็นๆ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดในช่องปาก
โรคไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงและสร้างผลกระทบต่อร่างกายเด็กได้มากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่า เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีการกลายพันธุ์และระบาดในแต่ละปีแตกต่างกันไป เชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจามได้อย่างรวดเร็ว
อาการของไข้หวัดใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เด็กจะมีไข้สูงปรี๊ด หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างหนัก ปวดศีรษะ และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอแห้ง เจ็บคอ น้ำมูกไหล ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็กคือภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา เช่น ปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศเขตร้อนที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค สามารถพบได้ตลอดทั้งปีแต่มักจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ความอันตรายของโรคนี้คือภาวะพลาสมาหรือน้ำเลือดรั่วซึมออกจากหลอดเลือด ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อกได้หากดูแลไม่ทันท่วงที
อาการเริ่มต้นมักมาด้วยไข้สูงลอยเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน กินยาหน้าไข้ก็มักจะไม่ลด เด็กจะมีอาการหน้าแดง ตาแดง ปวดเบ้าตา ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา และอาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดกำเดาไหล ในช่วงที่ไข้เริ่มลดลงคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดที่เรียกว่าระยะวิกฤต ซึ่งเสี่ยงต่อการช็อก พ่อแม่จึงห้ามชะล่าใจเมื่อเห็นว่าลูกไข้ลดลงแล้ว
โรคเฮอร์แปงไจน่าหรือโรคตุ่มแผลในคอ มีความคล้ายคลึงกับโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากเกิดจากไวรัสในตระกูลเดียวกัน แต่มักจะมีอาการที่จำเพาะเจาะจงบริเวณลำคอมากกว่าและมักมีไข้ที่สูงกว่า
เด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีไข้สูงเฉียบพลัน อาจมีอาการชักจากไข้สูงร่วมด้วย กลืนอาหารลำบาก เจ็บคอมาก น้ำลายไหลตลอดเวลา เมื่อแพทย์ตรวจดูภายในลำคอจะพบตุ่มน้ำใสหรือแผลอักเสบกระจายอยู่บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และต่อมทอนซิล โดยจะไม่มีผื่นขึ้นที่มือหรือเท้าเหมือนโรคมือ เท้า ปาก การดูแลหลักๆ คือการเช็ดตัวลดไข้ ให้ยาบรรเทาปวด และป้องกันภาวะขาดน้ำ
เด็กเล็กมักยังไม่สามารถสื่อสารบอกความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองได้อย่างชัดเจน พ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดจึงเปรียบเสมือนเครื่องสแกนที่ดีที่สุดในการตรวจจับความผิดปกติ การสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะช่วยให้เรารับมือกับ โรคในเด็ก ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่คุณควรใส่ใจมีดังนี้
พฤติกรรมซึมลง ไม่ร่าเริง ไม่เล่นสนุกเหมือนปกติ
เบื่ออาหาร ปฏิเสธการดูดนม หรือกินได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ ปลอบแล้วไม่ยอมหยุด ซึ่งอาจเกิดจากความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่
รูปแบบการนอนเปลี่ยนแปลงไป เช่น นอนหลับยากขึ้น ตื่นบ่อยกลางดึก หรือนอนซมตลอดทั้งวัน
ลักษณะการหายใจผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว หายใจแรงจนหน้าอกหรือชายโครงบุ๋ม หายใจมีเสียงดัง
อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ผิวหนังร้อนเมื่อสัมผัส หรือมีผื่นแปลกๆ ปรากฏขึ้นตามร่างกาย
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับร่างกายของเด็กคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการรับมือกับโรคติดต่อต่างๆ พ่อแม่สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงในการรับเชื้อได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
การรับวัคซีนให้ครบถ้วนตามวัย วัคซีนคือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยฝึกฝนระบบภูมิคุ้มกันของเด็กให้รู้จักและพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค นอกจากวัคซีนพื้นฐานแล้ว ควรพิจารณาวัคซีนเสริม เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ควรฉีดกระตุ้นทุกปี วัคซีนไอพีดีป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส หรือวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกสำหรับเด็กวัยเรียน
ปลูกฝังสุขอนามัยส่วนบุคคล ฝึกให้ลูกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีทุกครั้งก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังกลับจากโรงเรียน หรือเล่นของเล่นร่วมกับผู้อื่น
ดูแลโภชนาการให้ครบถ้วน อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะโปรตีน ผัก และผลไม้สด จะช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเด็กทารก นมแม่คือสุดยอดภูมิคุ้มกันหยดแรกที่ปกป้องลูกจากโรคร้ายได้ดีที่สุด
จัดสภาพแวดล้อมให้สะอาดและปลอดภัย ทำความสะอาดของเล่นและพื้นที่ทำกิจกรรมของลูกเป็นประจำ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน และหลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่มีโรคระบาด
พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์อายุของเด็ก จะช่วยให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
แม้โรคบางชนิดสามารถดูแลรักษาประคับประคองอาการเองได้ที่บ้าน แต่หากลูกน้อยมีอาการที่รุนแรงและเข้าข่ายสัญญาณอันตราย พ่อแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือรอดูอาการต่อไปโดยเด็ดขาด ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที อาการฉุกเฉินที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดมีดังนี้
มีไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเด็กทารกที่อายุต่ำกว่าสามเดือน หรือเด็กที่มีไข้สูงต่อเนื่องกันนานเกินสองถึงสามวันแล้วไม่ยอมลด
มีอาการชักเกร็ง กระตุก หรือตาเหลือก ซึ่งมักเกิดจากภาวะไข้สูงเฉียบพลัน
หายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หายใจหน้าอกบุ๋ม ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดออกซิเจน
มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง แตะแล้วไม่มีน้ำลาย ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือสีเข้มจัด กระหม่อมบุ๋มลึก
ซึมมาก ปลุกไม่ตื่น ไม่สบตา หรือมีอาการกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
อาเจียนหรือถ่ายเหลวอย่างหนักจนไม่สามารถกินน้ำหรืออาหารทดแทนได้
การดูแลสุขภาพของลูกน้อยเป็นความรับผิดชอบที่ต้องอาศัยทั้งความรักและความรู้ที่ถูกต้อง การหมั่นสังเกตอาการและเข้าใจถึงธรรมชาติของ โรคในเด็ก จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีสติและปลอดภัยที่สุด
อย่ารอให้ความกังวลใจกลายเป็นวิกฤต หากลูกน้อยของคุณมีอาการป่วยผิดปกติ หรือคุณต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน นัดหมายเข้ามาปรึกษาทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ตั้งแต่วันนี้ เราพร้อมดูแลลูกรักของคุณด้วยความใส่ใจอย่างสูงสุด ตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และมอบการรักษาที่ปลอดภัย เพื่อให้ลูกน้อยของคุณกลับมาเติบโตอย่างแข็งแรง ร่าเริง และมีพัฒนาการที่สมวัยในทุกๆ วัน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
แผนกผู้ป่วยนอกเด็ก โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม
052-004699