อันตรายจากไขมันพอกตับ จุดเริ่มต้นของโรคร้าย
July 15 / 2022

หลายคนใช้ชีวิตตามปกติ ตรวจสุขภาพก็ไม่พบอาการผิดปกติ แต่แพทย์แจ้งว่ามีภาวะไขมันพอกตับ ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกป่วย นี่คือเหตุผลที่โรคไขมันพอกตับถูกเรียกว่า ภัยเงียบ เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ดูแลอย่างจริงจัง อาจลุกลามไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า ไขมันพอกตับเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร ใครบ้างที่เสี่ยง และไขมันพอกตับรักษาได้หรือไม่ พร้อมแนวทางการดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง เพื่อหยุดโรคร้ายตั้งแต่จุดเริ่มต้น

 

 

ไขมันพอกตับคืออะไร และเกิดจากอะไร

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากกว่าปกติ จนส่งผลต่อการทำงานของตับ สาเหตุของไขมันพอกตับไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังพบได้ในคนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยด้วยเช่นกัน

ไขมันพอกตับเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

  • การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และแป้งขัดสีเป็นประจำ

  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่ดี

  • การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง ไม่ออกกำลังกาย

  • การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน

  • ความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย

เมื่อไขมันสะสมในตับมากขึ้น ตับจะเริ่มอักเสบ หากยังไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดพังผืดในตับ และพัฒนาไปสู่โรคร้ายในระยะยาว

 

 

ระดับความเสียหายของตับ

 

 

ใครบ้างเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับ

แม้ไขมันพอกตับจะพบได้ในคนทุกวัย แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน

กลุ่มเสี่ยงหลักที่ควรระวัง

  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไป

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาฮอร์โมน ยาโรคหัวใจ หรือยากลุ่มสเตียรอยด์

  • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

  • ผู้ที่มีพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่เหมาะสม และไม่ค่อยออกกำลังกาย

หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ การตรวจคัดกรองภาวะไขมันพอกตับถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรรอให้มีอาการก่อน

ไขมันพอกตับ อาการที่มักถูกมองข้าม

ในระยะแรก ไขมันพอกตับมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองแข็งแรงดี แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น อาจเริ่มสังเกตอาการบางอย่างได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้พักผ่อนเพียงพอ

  • แน่นท้อง ท้องอืด หรือไม่สบายบริเวณชายโครงขวา

  • น้ำหนักขึ้นง่าย แต่ลดน้ำหนักยาก

  • เบื่ออาหาร หรือรู้สึกไม่สดชื่น

อาการเหล่านี้อาจดูไม่รุนแรง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าตับกำลังทำงานหนักกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้

ไขมันพอกตับอันตรายแค่ไหน หากไม่รักษา

หลายคนสงสัยว่า ไขมันพอกตับรักษาจำเป็นแค่ไหน คำตอบคือ จำเป็นมาก เพราะหากไม่ดูแลอย่างจริงจัง ไขมันพอกตับสามารถพัฒนาเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ

  • การเกิดพังผืดในตับและตับแข็ง

  • ความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

  • การทำงานของตับลดลง ส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย

หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง ไขมันพอกตับสามารถควบคุมและฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้

ไขมันพอกตับรักษาอย่างไร และต้องตรวจอะไรบ้าง

การรักษาไขมันพอกตับไม่ได้อาศัยยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลแบบองค์รวม เริ่มตั้งแต่การประเมินสุขภาพอย่างละเอียด

แนวทางการตรวจและรักษาที่แพทย์มักใช้ ได้แก่

  • ตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของตับ

  • ตรวจอัลตราซาวด์ตับ เพื่อดูปริมาณไขมันสะสม

  • ประเมินความรุนแรงของภาวะพังผืดในตับ

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความรุนแรงของไขมันพอกตับได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเจ็บตัว และลดความเสี่ยงจากการเจาะตับ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงใช้ติดตามผลการรักษาในระยะยาว

ไขมันพอกตับห้ามกินอะไร และควรกินอย่างไร

อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นฟูตับ การปรับพฤติกรรมการกินอย่างจริงจังสามารถช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารทอด อาหารไขมันสูง

  • ของหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

  • น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สำหรับใครที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ระวังโรคไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์)

  • ขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูป

 อาหารที่ควรเน้น

  • ผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง

  • โปรตีนย่อยง่าย เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่ว

  • เลือกรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ

  • หลีกเลี่ยงการกินมื้อดึก และควรกินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น

ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 ถึง 60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 ครั้ง จะช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นอย่างชัดเจน

วิธีป้องกันไขมันพอกตับก่อนลุกลาม

การป้องกันไขมันพอกตับไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวินัยในการดูแลสุขภาพ

  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

  • ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต

  • ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำร้ายตับในระยะยาว

สรุป

ไขมันพอกตับอาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การเข้าใจว่าไขมันพอกตับเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และควรดูแลอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการปกป้องตับของคุณ

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการที่น่าสงสัย อย่ารอให้โรคลุกลาม การตรวจและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสุขภาพตับและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม มีแพ็กเกจตรวจคัดกรองไขมันพอกตับและมะเร็งตับ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้