หลายคนใช้ชีวิตตามปกติ ตรวจสุขภาพก็ไม่พบอาการผิดปกติ แต่แพทย์แจ้งว่ามีภาวะไขมันพอกตับ ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกป่วย นี่คือเหตุผลที่โรคไขมันพอกตับถูกเรียกว่า ภัยเงียบ เพราะในระยะแรกแทบไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ดูแลอย่างจริงจัง อาจลุกลามไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า ไขมันพอกตับเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร ใครบ้างที่เสี่ยง และไขมันพอกตับรักษาได้หรือไม่ พร้อมแนวทางการดูแลและป้องกันอย่างถูกต้อง เพื่อหยุดโรคร้ายตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากกว่าปกติ จนส่งผลต่อการทำงานของตับ สาเหตุของไขมันพอกตับไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังพบได้ในคนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยด้วยเช่นกัน
ไขมันพอกตับเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และแป้งขัดสีเป็นประจำ
ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ไม่ดี
การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง ไม่ออกกำลังกาย
การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย
เมื่อไขมันสะสมในตับมากขึ้น ตับจะเริ่มอักเสบ หากยังไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดพังผืดในตับ และพัฒนาไปสู่โรคร้ายในระยะยาว

แม้ไขมันพอกตับจะพบได้ในคนทุกวัย แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไป
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาฮอร์โมน ยาโรคหัวใจ หรือยากลุ่มสเตียรอยด์
ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ผู้ที่มีพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่เหมาะสม และไม่ค่อยออกกำลังกาย
หากคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ การตรวจคัดกรองภาวะไขมันพอกตับถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรรอให้มีอาการก่อน
ในระยะแรก ไขมันพอกตับมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองแข็งแรงดี แต่เมื่อโรคเริ่มรุนแรงขึ้น อาจเริ่มสังเกตอาการบางอย่างได้ เช่น
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้พักผ่อนเพียงพอ
แน่นท้อง ท้องอืด หรือไม่สบายบริเวณชายโครงขวา
น้ำหนักขึ้นง่าย แต่ลดน้ำหนักยาก
เบื่ออาหาร หรือรู้สึกไม่สดชื่น
อาการเหล่านี้อาจดูไม่รุนแรง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าตับกำลังทำงานหนักกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้
หลายคนสงสัยว่า ไขมันพอกตับรักษาจำเป็นแค่ไหน คำตอบคือ จำเป็นมาก เพราะหากไม่ดูแลอย่างจริงจัง ไขมันพอกตับสามารถพัฒนาเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ
การเกิดพังผืดในตับและตับแข็ง
ความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ
การทำงานของตับลดลง ส่งผลต่อระบบอื่นของร่างกาย
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้อง ไขมันพอกตับสามารถควบคุมและฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้
การรักษาไขมันพอกตับไม่ได้อาศัยยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลแบบองค์รวม เริ่มตั้งแต่การประเมินสุขภาพอย่างละเอียด
แนวทางการตรวจและรักษาที่แพทย์มักใช้ ได้แก่
ตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของตับ
ตรวจอัลตราซาวด์ตับ เพื่อดูปริมาณไขมันสะสม
ประเมินความรุนแรงของภาวะพังผืดในตับ
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินความรุนแรงของไขมันพอกตับได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเจ็บตัว และลดความเสี่ยงจากการเจาะตับ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงใช้ติดตามผลการรักษาในระยะยาว
อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นฟูตับ การปรับพฤติกรรมการกินอย่างจริงจังสามารถช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้
อาหารทอด อาหารไขมันสูง
ของหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สำหรับใครที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ระวังโรคไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์)
ขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูป
ผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง
โปรตีนย่อยง่าย เช่น ปลา ไก่ ไข่ ถั่ว
เลือกรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ
หลีกเลี่ยงการกินมื้อดึก และควรกินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น
ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 ถึง 60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 ถึง 5 ครั้ง จะช่วยให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้นอย่างชัดเจน
การป้องกันไขมันพอกตับไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวินัยในการดูแลสุขภาพ
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต
ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำร้ายตับในระยะยาว
ไขมันพอกตับอาจเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การเข้าใจว่าไขมันพอกตับเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร และควรดูแลอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการปกป้องตับของคุณ
หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการที่น่าสงสัย อย่ารอให้โรคลุกลาม การตรวจและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ คือทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสุขภาพตับและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม มีแพ็กเกจตรวจคัดกรองไขมันพอกตับและมะเร็งตับ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้