หากคุมเบาหวานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย พร้อมเจาะลึกสาเหตุ
September 13 / 2019

 

หากคุมเบาหวานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย

การต้องตื่นมาเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลทุกเช้า แล้วพบว่าตัวเลขบนเครื่องตรวจยังคงสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นความรู้สึกที่สร้างความกังวลใจและบั่นทอนกำลังใจของผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างมาก หลายคนพยายามควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด ยอมงดของโปรด แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ความกังวลลึกๆ ในใจที่ว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป ร่างกายจะต้องเผชิญกับโรคร้ายแรงอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจอยู่เสมอ

การคุมเบาหวานไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนผลตรวจเลือดที่ไม่สวยงาม แต่มันคือสัญญาณเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุดที่ร่างกายกำลังบอกว่า ระบบอวัยวะภายในกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ จากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลไกความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลเกินขีดจำกัด สัญญาณเตือนภัยที่คุณต้องสังเกต รวมถึงเจาะลึกถึง สาเหตุที่คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เพื่อให้คุณเข้าใจต้นตอของปัญหาและสามารถกลับมาพลิกฟื้นสุขภาพ ควบคุมเบาหวานได้อย่างอยู่หมัดอีกครั้ง

ถ้าเกิดคุมเบาหวานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย

ตามหลักการทางการแพทย์ น้ำตาลคือแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย แต่เมื่อน้ำตาลมีปริมาณมากเกินไปและค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน น้ำตาลเหล่านั้นจะแปรสภาพกลายเป็นสารพิษที่เข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หลอดเลือดจะเริ่มตีบ แข็ง และอุดตัน ส่งผลให้อวัยวะสำคัญที่ต้องรับเลือดจากหลอดเลือดเหล่านั้นขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

เบาหวานขึ้นตา หลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตาถูกทำลาย

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดฝอยหล่อเลี้ยงอยู่เป็นจำนวนมากและมีความเปราะบางสูงมาก เมื่อ คุมเบาหวานไม่ได้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดฝอยที่บริเวณจอประสาทตา ทำให้หลอดเลือดเกิดการโป่งพอง มีเลือดและสารน้ำรั่วซึมออกมาบริเวณจุดรับภาพ ร่างกายจะพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มักจะไม่สมบูรณ์และแตกง่ายกว่าเดิม

ผลที่ตามมาคือผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตามัว มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมาในลานสายตา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอกและสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหรือตาบอดได้ในที่สุด

ไตเสื่อม อาจส่งผลทำให้ไตวายเรื้อรัง

ไตทำหน้าที่เสมือนเครื่องกรองน้ำประสิทธิภาพสูงของร่างกาย คอยขับของเสียและปรับสมดุลเกลือแร่ แต่เมื่อต้องเผชิญกับระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจัดเป็นเวลานาน หลอดเลือดฝอยในหน่วยกรองไตจะทำงานหนักเกินขีดจำกัด แรงดันภายในหน่วยกรองจะเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เยื่อบุหลอดเลือดเกิดความเสียหาย

เมื่อระบบกรองพังทลาย โปรตีนที่ควรสงวนไว้ในร่างกายจะรั่วไหลปะปนออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของภาวะไตเสื่อมจากเบาหวาน หากผู้ป่วยยังคงละเลย ไม่สามารถดึงระดับน้ำตาลลงมาได้ เซลล์ไตจะค่อยๆ ตายลงจนนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องพึ่งพาการฟอกเลือดล้างไตไปตลอดชีวิต

เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดตีบ หรือ เสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

อันตรายที่เงียบเชียบแต่คร่าชีวิตผู้ป่วยเบาหวานมากที่สุดคือโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด น้ำตาลในเลือดสูงจะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบที่ผนังหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ส่งผลให้คอเลสเตอรอลและไขมันเข้าไปสะสมเกาะตัวเป็นตะกรันไขมันได้ง่ายขึ้น หลอดเลือดที่เคยยืดหยุ่นจะเริ่มแข็งกระด้างและตีบแคบลง เลือดจึงไหลเวียนได้ลำบาก

หากตะกรันไขมันนี้ไปอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งอันตรายถึงชีวิต แต่หากการอุดตันหรือหลอดเลือดปริแตกเกิดขึ้นที่สมอง จะส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองตาย นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก กลายเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต สูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองอย่างถาวร

สัญญาณเตือนกรณีที่ คุมเบาหวานไม่ได้

ร่างกายของมนุษย์มีกลไกการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ก่อนที่อวัยวะภายในจะเสียหายจนกู่ไม่กลับ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมาตรการฉุกเฉินให้เราได้รับรู้ หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน แสดงว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต

  • ปัสสาวะบ่อย: เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าที่ไตจะสามารถดูดกลับคืนสู่กระแสเลือดได้หมด ไตจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินทิ้งออกมาทางปัสสาวะ กระบวนการนี้จะดึงเอาน้ำออกจากร่างกายออกมาด้วยเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำหลายรอบจนรบกวนการนอนหลับ

  • หิวน้ำบ่อย คอแห้ง: ผลกระทบต่อเนื่องจากการปัสสาวะบ่อยคือร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วและเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ สมองจึงสั่งการให้ศูนย์ควบคุมความกระหายน้ำทำงานหนักขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกคอแห้งผาก ปากแห้ง และมีความต้องการดื่มน้ำอยู่ตลอดเวลา ดื่มเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่พอ ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามชดเชยน้ำที่สูญเสียไป

  • อ่อนเพลีย น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ: แม้ว่าในกระแสเลือดจะมีน้ำตาลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานอยู่เต็มไปหมด แต่เซลล์ในร่างกายกลับไม่สามารถนำน้ำตาลเหล่านั้นไปใช้ได้เนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือการขาดอินซูลิน เมื่อเซลล์ขาดอาหาร ร่างกายจึงต้องหันไปสลายไขมันและโปรตีนในกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ไม่มีเรี่ยวแรง และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วทั้งที่รับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม

  • แผลหายช้ากว่าปกติ: ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานได้แย่ลงอย่างมากเมื่ออยู่ในสภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคจะเคลื่อนที่ช้าและมีประสิทธิภาพลดลง นอกจากนี้หลอดเลือดที่ตีบแคบยังทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปซ่อมแซมบาดแผลได้ไม่เต็มที่ หากเกิดรอยขีดข่วนหรือแผลเล็กน้อย แผลเหล่านั้นจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลาม หายยาก และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อรักษาชีวิต

สาเหตุที่คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้

การรักษาโรคเบาหวานให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างรอบด้าน การเข้าใจลึกซึ้งถึง สาเหตุที่คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยและแพทย์สามารถวางแผนแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากที่สุด ปัญหาไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจ แต่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมที่ต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

  • พฤติกรรมการกิน: นี่คือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลโดยตรง การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว แป้งขัดขาว น้ำตาลทราย รวมถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานแฝง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังมื้ออาหาร หลายคนมีความเข้าใจผิดว่าการงดของหวานเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่แท้จริงแล้วแป้งที่อยู่ในอาหารคาว ผลไม้ที่มีรสหวานจัด หรือแม้กระทั่งอาหารแปรรูป ก็ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุมเบาหวานไม่ได้

    แนะนำอาหารที่ควรกินสำหรับคนเป็นแบาหวาน
     

  • การละเลยการใช้ยา: ยารักษาเบาหวานไม่ว่าจะเป็นยารับประทานหรือยาฉีดอินซูลิน มีหน้าที่สำคัญในการช่วยควบคุมกลไกการนำน้ำตาลไปใช้ ผู้ป่วยหลายรายมักละเลยการทานยาให้ตรงเวลา ลืมทานยา หรือปรับลดขนาดยาเองตามความรู้สึกโดยไม่ปรึกษาแพทย์เพราะกลัวผลข้างเคียงหรือกลัวตับไตพัง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน การปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงต่างหากที่เป็นตัวการทำลายตับและไตอย่างแท้จริง การไม่ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก

  • ขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อลายคืออวัยวะหลักที่ดึงเอาน้ำตาลจากกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงาน การมีวิถีชีวิตที่เน้นการนั่งหรือนอนอยู่กับที่ ขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย จะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น น้ำตาลจึงตกค้างอยู่ในระบบไหลเวียนเลือด การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ยังช่วยเพิ่มความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

  • เครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ: ความเครียดทางอารมณ์และการอดนอนเป็นภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เมื่อร่างกายตกอยู่ในสภาวะเครียด ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้มีฤทธิ์ตรงกันข้ามกับอินซูลิน โดยจะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น นอกจากนี้การนอนหลับไม่ครบ 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อคืน ยังทำให้ระบบเผาผลาญแปรปรวน ส่งผลให้ความพยายามในการควบคุมอาหารและออกกำลังกายไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่าที่ควร

การที่คุมเบาหวานไม่ได้ ไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นสัญญาณเตือนให้คุณต้องหันกลับมาทบทวนและปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจอประสาทตา ไต และหลอดเลือดหัวใจ เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันและชะลอความรุนแรงได้ หากคุณเริ่มต้นควบคุมระดับน้ำตาลตั้งแต่วันนี้

ต้องการรับคำปรึกษาเพื่อหา สาเหตุที่คุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและนักกำหนดอาหารหรือไม่ สามารถติดต่อเพื่อนัดหมายตรวจประเมินสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อให้เราช่วยคุณออกแบบแนวทางการรับประทานอาหาร การปรับพฤติกรรม และการใช้ยาที่ปลอดภัย คืนความสมดุลให้ร่างกาย และให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ปราศจากความกังวลจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้อีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
แผนกโรคเฉพาะทาง โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม
เบอร์ 052-004699