
โรคเบาหวาน ถือเป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด จากข้อมูลทางสถิติในปี 2565 - 2567 พบว่าคนไทยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึงประมาณ 6.5 ล้านคน ความน่ากลัวของโรคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลกระทบลูกโซ่ทำลายระบบการทำงานของอวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ ไต การมองเห็น ไปจนถึงระบบประสาทส่วนปลาย
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายแสดงอาการหนักแล้ว ทว่าในความเป็นจริง โรคเบาหวานมักแฝงตัวมาอย่างเงียบเชียบโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในช่วงแรกรู้ตัวอีกทีตอนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ตาพร่ามัว แผลหายช้า หรือรู้สึกชาตามมือเท้า บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงแก่นแท้ว่า โรคเบาหวานเกิดจากอะไร อาการที่ต้องเฝ้าระวัง การป้องกัน และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณสามารถรับมือและดูแลสุขภาพของตนเองรวมถึงคนที่คุณรักได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หากจะทำความเข้าใจโรคนี้ให้ถ่องแท้ ต้องเริ่มต้นจากการตอบคำถามก่อนว่า โรคเบาหวาน คือ ภาวะใดทางกลไกของร่างกาย โรคเบาหวาน เป็นภาวะความผิดปกติของร่างกายที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง กลไกสำคัญของความผิดปกตินี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอวัยวะที่เรียกว่า ตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินซูลิน
ฮอร์โมนอินซูลินเปรียบเสมือนกุญแจที่คอยเปิดประตูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เพื่อนำน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากการย่อยอาหารเข้าสู่เซลล์และเผาผลาญเปลี่ยนเป็นพลังงาน เมื่อตับอ่อนทำงานบกพร่อง ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือเซลล์ในร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน จะส่งผลให้อินซูลินไม่สามารถนำพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ตามปกติ น้ำตาลเหล่านั้นจึงตกค้างและสะสมอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณมาก นำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังและกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด
หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า โรคเบาหวาน สาเหตุ ที่แท้จริงนั้นเกิดจากพฤติกรรมการกินของหวานเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ความจริงแล้วการเกิดโรคเบาหวานมีปัจจัยที่ซับซ้อนและประกอบเข้าด้วยกันหลายส่วน ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นออกได้ดังนี้
ภาวะดื้อต่ออินซูลินถือเป็นกลไกหลักที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ในกล้ามเนื้อ ไขมัน และตับ ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินตามปกติ ทำให้ร่างกายต้องสั่งการให้ตับอ่อนเร่งผลิตอินซูลินออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตับอ่อนจะทำงานหนักจนเสื่อมสภาพและไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ทัน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดพุ่งสูงขึ้น
พฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันเป็นตัวการสำคัญที่เร่งให้เกิดโรคเบาหวาน การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันทรานส์สูง ขาดใยอาหาร ประกอบกับการใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบาย ขาดการออกกำลังกาย หรือนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง นำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานและโรคอ้วน ซึ่งเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง จะปล่อยสารเคมีที่ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ง่ายขึ้น
นอกจากเรื่องอาหารและความอ้วนแล้ว ยังมีสาเหตุของโรคเบาหวานที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง ได้แก่
พันธุกรรม หากมีบุคคลในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความเสี่ยงในการเกิดโรคจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อนในการสร้างอินซูลินอาจลดลงตามวัย
ความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะเครียดเรื้อรังจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ต่อต้านการทำงานของอินซูลิน
การใช้ยาบางชนิด ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้
การสังเกตความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ อาการของโรคเบาหวานมักจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มที่ร่างกายยังพอปรับตัวได้ อาการอาจไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยละเลยการไปพบแพทย์
ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ โดยเฉพาะต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกหลายครั้ง เนื่องจากร่างกายพยายามขับน้ำตาลที่ล้นอยู่ในเลือดออกทางไต
กระหายน้ำ หิวน้ำบ่อย เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะบ่อย ร่างกายจึงต้องการน้ำเข้าไปชดเชย
หิวบ่อย ทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้น เนื่องจากเซลล์ในร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ สมองจึงสั่งการให้รู้สึกหิวเพื่อหาพลังงานเพิ่ม
น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะรับประทานอาหารมาก แต่เมื่อร่างกายใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงต้องหันไปสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อและไขมันมาเป็นพลังงานแทน
รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่มีแรงทำกิจกรรมตามปกติ
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการควบคุม อาการจะพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น ได้แก่
สายตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลส่งผลต่อเลนส์ตาและหลอดเลือดฝอยในจอประสาทตา
เป็นแผลแล้วหายช้า หรือแผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงบริเวณบาดแผลได้ไม่ดี
มีอาการชา รู้สึกหยุกหยิก หรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณปลายเส้นประสาท โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้า
คำถามที่ว่า โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ เป็นสิ่งที่ผู้ที่กังวลเรื่องสุขภาพควรทำความเข้าใจ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง การดำเนินของโรคเบาหวานสามารถแบ่งออกเป็นระยะหลักๆ ดังนี้
เป็นระยะที่ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงกว่าเกณฑ์ของคนปกติ แต่ยังไม่สูงถึงระดับที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ระยะนี้ถือเป็นช่วงเวลาทองในการป้องกัน หากผู้ป่วยรู้ตัวและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย ระดับน้ำตาลสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ โดยไม่ต้องพึ่งพายา
เป็นระยะที่แพทย์วินิจฉัยแน่ชัดแล้วว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึงเกณฑ์โรคเบาหวาน ตับอ่อนเริ่มทำงานบกพร่องชัดเจน ในระยะนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ อาจเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้ทำลายอวัยวะภายใน
หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีเป็นระยะเวลานาน โรคจะก้าวเข้าสู่ระยะที่สร้างความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ อย่างถาวร หลอดเลือดทั่วร่างกายจะถูกทำลาย นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง หรือเบาหวานขึ้นตาจนเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น รวมถึงความเสี่ยงในการถูกตัดอวัยวะจากแผลเบาหวานลุกลาม
ทางการแพทย์ได้จำแนกชนิดของโรคเบาหวานตามสาเหตุการเกิดและพยาธิสภาพของโรคออกเป็น 4 ชนิดหลัก ดังนี้
เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า มักพบมากในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่หันไปทำลายเซลล์ในตับอ่อนที่มีหน้าที่สร้างอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย หรือผลิตได้ในปริมาณที่น้อยมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทดแทนไปตลอดชีวิต
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด สาเหตุหลักเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่วมกับการที่ตับอ่อนหลั่งอินซูลินได้ลดลง มักมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และมักพบในผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป แม้ว่าในปัจจุบันจะพบในกลุ่มวัยรุ่นที่เผชิญกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นก็ตาม
เป็นภาวะที่พบเฉพาะในผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยมักจะตรวจพบในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24 ถึง 28 สัปดาห์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่สร้างจากรก ซึ่งมีฤทธิ์ไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของมารดาสูงขึ้น ภาวะนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ทารกอาจมีน้ำหนักตัวแรกเกิดสูงกว่าปกติทำให้คลอดยากและเสี่ยงต่อการต้องผ่าคลอด ทารกมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ขณะที่ตัวมารดาเองมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง และมีโอกาสเสี่ยงที่จะพัฒนากลายเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคตหลังคลอด
นอกจากชนิดหลักแล้ว ยังมีโรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุเฉพาะเจาะจงอื่นๆ ซึ่งมีความซับซ้อน ได้แก่
ความผิดปกติทางพันธุกรรม (MODY - Maturity-Onset Diabetes of the Young) มักเกิดในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ตอนต้น จากความผิดปกติของยีนเฉพาะตัว เช่น ยีน GCK หรือ HNF1A ที่ควบคุมการผลิตอินซูลิน
โรคเบาหวานจากโรคตับอ่อน (Pancreatogenic Diabetes) เกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนถูกทำลายจากสภาวะโรคอื่นๆ เช่น ภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง การได้รับการผ่าตัดตับอ่อน หรือการป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ซึ่งทำลายแหล่งผลิตอินซูลินโดยตรง
การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยการเจาะเลือดเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะพิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐานดังต่อไปนี้
การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting Blood Sugar: FBS) โดยงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากระดับน้ำตาลสูงกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะเข้าข่ายเป็นโรคเบาหวาน
การตรวจระดับน้ำตาลสะสมเฉลี่ยในเลือด (HbA1c) เป็นการดูค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา หากค่า HbA1c สูงกว่า 6.5% ถือว่าเป็นเบาหวาน
การตรวจความทนทานต่อน้ำตาล (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT) มักใช้ในการคัดกรองสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้ดื่มน้ำตาลปริมาณมาตรฐานแล้วเจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลในชั่วโมงถัดมา
หลายคนมักตั้งคำถามเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน วิธีรักษา ว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ความจริงที่ต้องยอมรับคือ เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่หัวใจสำคัญของการรักษาคือ การควบคุม ระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
โภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการรักษา ผู้ป่วยต้องเรียนรู้การรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม จำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต แป้งขัดขาว และงดของหวานรวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี ส่วนผลไม้ควรเลือกชนิดที่มีน้ำตาลต่ำและดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ หรือแอปเปิ้ลเขียว ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความกังวลเรื่องการกิน สามารถปรึกษานักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการกินแบบอาหารแลกเปลี่ยนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อให้สามารถทานอาหารได้หลากหลายโดยไม่รู้สึกตึงเครียดจนเกินไป
การออกกำลังกายช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ดึงน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น ควรเน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยาน โดยควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การงดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
การรักษาด้วยยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับการฉีดอินซูลินทดแทนตลอดชีวิต
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะเริ่มต้นจากการให้ยารับประทานเพื่อกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดการดื้ออินซูลิน หรือชะลอการดูดซึมน้ำตาล หากควบคุมด้วยยาเม็ดไม่ได้ผล หรือโรคดำเนินไปจนตับอ่อนเสื่อมสภาพ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาฉีดอินซูลินร่วมด้วย
หากถามว่า โรคเบาหวาน การป้องกัน สามารถทำได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นชนิดที่คนส่วนใหญ่เป็น สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคได้สูงมาก หากเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม เน้นอาหารจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปน้อย
รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หากมีภาวะอ้วน การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล
ขยับร่างกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานาน
ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้รู้เท่าทันความเสี่ยงตั้งแต่ระยะก่อนเป็นเบาหวาน
เมื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน อาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน และ โรคเบาหวาน สาเหตุ อาการ การป้องกัน ทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่าการรับมือกับโรคนี้ต้องอาศัยวินัยและความเข้าใจ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขได้เหมือนคนปกติ หากยอมรับความจริงและร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา ปรับทัศนคติ ไม่มองว่าการควบคุมอาหารเป็นการทนทุกข์ แต่เป็นการดูแลตัวเองให้ดีที่สุด
การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการตรวจเช็กสุขภาพร่างกายอย่างละเอียด ทางโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม มีแพ็กเกจคัดกรองโรคเบาหวาน พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างตรงจุด สามารถติดต่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำการนัดหมายได้ที่ แผนกโรคเฉพาะทาง โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม โทร 052-004-699 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เพราะการรู้ทันและป้องกัน ย่อมดีกว่าการรักษาภาวะแทรกซ้อนในภายหลัง