เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ไข้สูงลอยหลายวัน ปวดเมื่อยตัวมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือเริ่มมีผื่นตามตัว อาการเหล่านี้อาจดูคล้ายไข้หวัดทั่วไปในช่วงแรก แต่บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและพื้นที่ที่มียุงลายชุกชุม
สิ่งที่ทำให้ไข้เลือดออกน่ากังวลคืออาการอาจเปลี่ยนจากดูเหมือนไม่รุนแรงไปสู่ภาวะอันตรายได้ โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลดลง หลายคนเข้าใจว่าไข้ลดแปลว่าโรคกำลังหาย แต่ในผู้ป่วยบางราย ช่วงนี้อาจเป็นระยะที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าไข้เลือดออกคืออะไร อาการไข้เลือดออกในเด็กและผู้ใหญ่สังเกตอย่างไร สัญญาณเตือนแบบไหนควรรีบพบแพทย์ รวมถึงการดูแลเบื้องต้นและแนวทางป้องกันโรคอย่างถูกต้อง เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นเมื่อคนในครอบครัวเริ่มมีอาการผิดปกติ
ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือด แล้วมากัดคนอื่นต่อ เชื้อจึงสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ผ่านยุง ไม่ใช่การติดต่อโดยตรงจากการสัมผัส พูดคุย กินอาหารร่วมกัน หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยทั่วไป
ไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์ ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วจึงยังมีโอกาสเป็นซ้ำจากสายพันธุ์อื่นได้ และในบางราย การติดเชื้อครั้งต่อมาอาจมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น สายพันธุ์ของเชื้อ ภูมิคุ้มกันเดิม โรคประจำตัว และสภาพร่างกายของแต่ละคน
ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่พบโรคนี้ได้ต่อเนื่อง เพราะมีภูมิอากาศร้อนชื้นและมีแหล่งน้ำขังที่เหมาะต่อการเพาะพันธุ์ยุงลาย การเข้าใจอาการตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัว
อาการไข้เลือดออกมักเริ่มหลังได้รับเชื้อประมาณไม่กี่วัน โดยอาการในช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัด ไข้ไวรัส หรือโรคติดเชื้ออื่น ทำให้หลายคนแยกได้ยากจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว จุดสำคัญคือควรดูรูปแบบของไข้ร่วมกับอาการอื่น และติดตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างใกล้ชิด
ผู้ป่วยไข้เลือดออกมักมีไข้สูงเฉียบพลัน อาจสูงประมาณ 38 ถึง 40 องศาเซลเซียส และมีไข้ต่อเนื่องหลายวัน บางรายมีอาการปวดศีรษะมาก ปวดบริเวณกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หรือรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ
อาการปวดเมื่อยในไข้เลือดออกมักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหมดแรง ไม่อยากลุกเดิน หรือรู้สึกปวดทั้งตัว แม้จะไม่ได้ไอ น้ำมูก หรือเจ็บคอชัดเจนเหมือนไข้หวัดทั่วไป หากมีไข้สูงลอยต่อเนื่องและอ่อนเพลียมาก ควรเริ่มเฝ้าระวังและพิจารณาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ
นอกจากไข้สูงแล้ว ผู้ป่วยหลายรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายตัว บางรายอาจมีผื่นแดงตามลำตัว แขน ขา หรือมีจุดแดงเล็ก ๆ บนผิวหนัง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของหลอดเลือดและเกล็ดเลือด
ผื่นหรือจุดแดงไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย และการไม่มีผื่นก็ไม่ได้แปลว่าไม่ใช่ไข้เลือดออก ดังนั้นไม่ควรรอดูเพียงอาการใดอาการหนึ่ง แต่ควรสังเกตภาพรวมร่วมกัน เช่น ไข้สูงหลายวัน อ่อนเพลียมาก กินได้น้อย อาเจียน หรือมีเลือดออกผิดปกติ
ในช่วงแรก ไข้เลือดออกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ โควิด ไข้ไวรัสทั่วไป หรือโรคติดเชื้ออื่น ทำให้การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งเริ่มมีไข้วันแรกหรือวันที่สอง
หากมีไข้สูงต่อเนื่อง ปวดเมื่อยตัวมาก หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ติดตามเกล็ดเลือด ความเข้มข้นของเลือด และสัญญาณชีพ เพื่อแยกโรคและประเมินความรุนแรงได้แม่นยำขึ้น
การสังเกตไข้เลือดออกควรมองเป็นช่วงเวลา เพราะโรคนี้มีการเปลี่ยนแปลงของอาการค่อนข้างชัดในแต่ละระยะ โดยเฉพาะช่วงไข้สูงและช่วงหลังไข้เริ่มลด การจดบันทึกวันเริ่มมีไข้ อุณหภูมิ อาการร่วม และปริมาณการกินดื่ม จะช่วยให้แพทย์ประเมินอาการได้ดีขึ้น
หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 ถึง 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้น ควรระวังมากขึ้น โดยเฉพาะหากไข้สูงแต่ไม่มีอาการหวัดชัดเจน เช่น ไม่มีน้ำมูก ไม่มีไอมาก หรือไม่มีเจ็บคอเด่นชัด ผู้ป่วยบางรายอาจมีหน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา และอ่อนเพลียมาก
ในช่วงนี้ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไข้สูงมาก กินได้น้อย อาเจียน หรือมีอาการซึม ควรพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาหลายชนิดรับประทานเอง เพราะยาบางกลุ่มอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกได้
ช่วงที่ไข้เริ่มลดลงเป็นช่วงที่หลายคนเข้าใจผิดว่าอาการกำลังดีขึ้นเสมอ แต่ในไข้เลือดออก ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ช่วงวิกฤตหลังไข้ลด โดยอาจเริ่มมีอาการปวดท้อง อาเจียนมากขึ้น อ่อนเพลียผิดปกติ มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย หรือซึมลง
หากไข้ลดแต่ร่างกายดูแย่ลง ไม่สดชื่น กินไม่ได้ หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังมีการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนเลือด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
จุดเลือดออกเล็ก ๆ ตามผิวหนัง เลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ เป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจสะท้อนความผิดปกติของเกล็ดเลือดหรือภาวะเลือดออกในร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกคนจะมีเลือดออกให้เห็นชัดเจน การไม่มีเลือดออกไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง หากมีไข้สูงหลายวันร่วมกับอ่อนเพลียมาก ปวดท้อง หรืออาเจียนบ่อย ควรให้แพทย์ตรวจประเมินเช่นกัน
สัญญาณเตือนของไข้เลือดออกเป็นสิ่งที่ต้องจำให้ได้ เพราะเป็นตัวช่วยแยกว่าผู้ป่วยอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาการเล็กน้อยอีกต่อไป หากพบอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาล ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน
อาการปวดท้องมาก โดยเฉพาะปวดต่อเนื่องหรือกดเจ็บท้อง อาจเป็นสัญญาณของภาวะรุนแรงในผู้ป่วยไข้เลือดออก หากผู้ป่วยบ่นปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเด็กเล็กร้องกวนผิดปกติ ไม่ยอมให้จับท้อง ควรรีบพาไปพบแพทย์
การอาเจียนบ่อยทำให้ร่างกายขาดน้ำและทำให้ติดตามอาการได้ยากขึ้น หากผู้ป่วยดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพราะอาจต้องดูแลเรื่องสารน้ำและติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
อาการเลือดออกผิดปกติเป็นสัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเลือดกำเดาออกมาก เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย เพราะอาจบ่งบอกว่ามีภาวะเลือดออกภายในหรือความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด
หากผู้ป่วยดูซึมลง เรียกไม่ค่อยตอบ อ่อนเพลียมากผิดปกติ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ตัวเย็น เหงื่อออกมาก หรือดูไม่เหมือนเดิม ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะช็อก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว
เด็กเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังบอกไม่ได้ว่าปวดตรงไหน เวียนหัวหรือไม่ หรือรู้สึกอ่อนเพลียแค่ไหน ผู้ปกครองจึงควรดูพฤติกรรมโดยรวมร่วมกับอุณหภูมิร่างกายและการกินดื่ม
เด็กเล็กที่เป็นไข้เลือดออกอาจแสดงอาการเป็นไข้สูง งอแง ซึมลง กินนมน้อยลง ไม่เล่นเหมือนเดิม หรือหลับมากกว่าปกติ บางรายอาจอาเจียน ท้องเสีย หรือมีผื่น ทำให้สับสนกับโรคติดเชื้ออื่นได้ง่าย
หากเด็กมีไข้สูงต่อเนื่องมากกว่า 2 วัน หรือมีไข้ร่วมกับอาการอ่อนเพลียมาก กินได้น้อย อาเจียน หรือปัสสาวะน้อย ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรรอให้มีจุดเลือดออกก่อน เพราะอาการรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้แม้ยังไม่เห็นเลือดออกชัดเจน
สัญญาณที่ควรระวังในเด็ก ได้แก่ ซึมลง ร้องกวนมากผิดปกติ ปวดท้อง อาเจียนซ้ำ ๆ กินไม่ได้ มือเท้าเย็น ตัวลาย หายใจเร็ว หรือมีเลือดออกผิดปกติ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
ในเด็กบางราย ไข้ลดแล้วแต่อาการโดยรวมกลับแย่ลง เช่น ไม่เล่น ไม่กิน ซึม หรือดูอ่อนแรงมากขึ้น นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ควรรอดูอาการ เพราะอาจเป็นช่วงที่โรคกำลังเข้าสู่ระยะอันตราย
หากเด็กมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 ถึง 3 วัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ และหากเด็กมีอาการเตือน เช่น อาเจียนมาก ปวดท้อง ซึม มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออก ควรไปโรงพยาบาลทันที
สำหรับเด็กเล็กมาก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือเด็กที่ผู้ปกครองรู้สึกว่าอาการเปลี่ยนไปผิดปกติ การพบแพทย์เร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ได้รับคำแนะนำเรื่องการดูแลที่เหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัว
อาการไข้เลือดออกในเด็กและผู้ใหญ่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น ไข้สูง ปวดเมื่อยตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย แต่ความยากในการสังเกตจะแตกต่างกัน เด็กอาจบอกอาการไม่ได้ชัด ส่วนผู้ใหญ่อาจฝืนทำงานหรือกินยาลดไข้เองจนมาพบแพทย์ช้า
ผู้ใหญ่ที่เป็นไข้เลือดออกมักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตัวมาก อ่อนเพลีย และอาจมีอาการคลื่นไส้หรือเบื่ออาหาร บางรายอาจคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือพักผ่อนไม่พอ จึงไม่ได้ตรวจตั้งแต่แรก
สิ่งที่ควรระวังคือผู้ใหญ่บางคนมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หรือใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หากสงสัยไข้เลือดออกควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรปรับยาเองหรือใช้ยาลดไข้หลายชนิดโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน เป็นกลุ่มที่ควรระวังมากขึ้น เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หรือมีอาการที่ไม่ชัดเจนเหมือนคนทั่วไป
หากบุคคลในกลุ่มนี้มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก กินได้น้อย หรือมีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์เร็วกว่าเดิม ไม่ควรรอจนมีอาการหนัก เพราะการติดตามอาการและตรวจเลือดในเวลาที่เหมาะสมช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลได้ปลอดภัยขึ้น
คำถามที่หลายคนสงสัยคือไข้เลือดออกติดต่อไหม คำตอบคือไข้เลือดออกไม่ได้ติดต่อโดยตรงจากคนสู่คนในชีวิตประจำวัน แต่ติดต่อผ่านยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีเป็นหลัก ดังนั้นการอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วยไม่ได้ทำให้ติดโรคทันที หากไม่มีการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด
ยุงลายมักออกกัดในเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น แต่ก็สามารถกัดได้หลายช่วงเวลาหากมีแหล่งอาศัยในบ้านหรือบริเวณใกล้เคียง เมื่อยุงกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ยุงอาจรับเชื้อไป และเมื่อเชื้อเพิ่มจำนวนในตัวยุงแล้ว ยุงตัวนั้นสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้จากการกัดครั้งต่อไป
การป้องกันไข้เลือดออกจึงไม่ได้หยุดแค่การดูแลผู้ป่วย แต่ต้องควบคุมยุงลายและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ในบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และชุมชนร่วมกัน
ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง อาจเป็นช่วงที่มีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือด หากยุงลายกัดผู้ป่วยในช่วงนี้ ยุงอาจกลายเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรนอนในห้องที่มีมุ้งลวด ใช้มุ้ง หรือป้องกันยุงกัดอย่างเคร่งครัด
การป้องกันยุงกัดผู้ป่วยเป็นวิธีสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคในครอบครัวและชุมชน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่สุขภาพไม่แข็งแรงอยู่ร่วมกัน
เมื่อสงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออก ควรดูแลเบื้องต้นอย่างระมัดระวัง และเฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง การดูแลที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะขาดน้ำและช่วยให้แพทย์ประเมินอาการได้ง่ายขึ้นหากต้องเข้ารับการรักษา
ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้มาก ดื่มน้ำบ่อย ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำเกลือแร่สำหรับผู้ป่วย หรืออาหารอ่อนที่ย่อยง่าย หากกินได้น้อย ควรจิบน้ำทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อลดโอกาสขาดน้ำ
ควรสังเกตปริมาณปัสสาวะ หากปัสสาวะน้อยมาก ปากแห้ง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรพบแพทย์ เพราะอาจต้องประเมินภาวะขาดน้ำและความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
หากมีไข้ สามารถใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัว โดยควรอ่านฉลากยาให้ชัดเจน และไม่ใช้ยาเกินขนาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับได้ หากไม่แน่ใจเรื่องขนาดยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
นอกจากยาแล้ว สามารถเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว เพราะอาจทำให้หนาวสั่นหรือระคายเคืองผิวหนังได้
หากสงสัยไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน ไอบูโพรเฟน และยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์บางชนิด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกหรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้
การซื้อยากินเองโดยไม่ทราบสาเหตุของไข้เป็นสิ่งที่ควรระวัง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ใช้ยาประจำ หากไข้สูงต่อเนื่องหรือมีอาการเตือน ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย ไม่ควรพยายามกดไข้ด้วยยาหลายชนิดเอง
วัคซีนไข้เลือดออกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดความเสี่ยงของโรค โดยปัจจุบันมีวัคซีนที่ใช้เพื่อป้องกันไข้เลือดออกในบางช่วงอายุและมีข้อบ่งใช้เฉพาะตามชนิดของวัคซีน อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแต่ละคนมีประวัติสุขภาพ ความเสี่ยง และข้อควรระวังแตกต่างกัน
ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ผู้ที่มีความเสี่ยงถูกยุงกัดบ่อย หรือครอบครัวที่ต้องการวางแผนป้องกันโรค อาจปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการฉีดวัคซีนได้
สิ่งสำคัญคือวัคซีนไม่ได้ทดแทนการป้องกันยุงกัดและการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แม้ฉีดวัคซีนแล้ว ก็ยังควรป้องกันยุงกัดอย่างต่อเนื่อง เพราะไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องควบคุมทั้งระดับบุคคลและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
การป้องกันไข้เลือดออกที่ได้ผลต้องเริ่มจากการลดจำนวนยุงลายและลดโอกาสถูกยุงกัด เพราะเมื่อไม่มียุงลายเป็นพาหะ วงจรการแพร่เชื้อก็ลดลงตามไปด้วย การป้องกันควรทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่มีคนป่วยในบ้าน
ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำขังสะอาดที่อยู่ตามภาชนะต่าง ๆ รอบบ้าน เช่น แจกัน ถังน้ำ จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า ขวด กระป๋อง หรือของใช้ที่มีน้ำฝนขัง ควรเทน้ำทิ้ง ล้างภาชนะ ปิดฝาถังน้ำ และจัดเก็บของไม่ให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
การสำรวจบ้านสัปดาห์ละครั้งช่วยลดลูกน้ำยุงลายได้มาก โดยควรดูทั้งในบ้านและนอกบ้าน รวมถึงมุมอับที่มักถูกมองข้าม เช่น หลังตู้ ใต้ซิงก์ ห้องน้ำ ระเบียง และบริเวณสวน
นอกจากกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ควรป้องกันยุงกัดด้วยการติดมุ้งลวด ใช้มุ้งเมื่อนอนพัก ทายากันยุงตามคำแนะนำ เลือกเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนัง และระวังยุงกัดในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะเด็กที่เล่นในบ้าน โรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก
หากมีผู้ป่วยไข้เลือดออกในบ้าน ควรเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันยุงกัดผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ยุงไปกัดแล้วแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นในครอบครัวหรือชุมชน
วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก https://shorturl.at/36wHB
ติดตามข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติม