Messenger

รักษาแผลโรคเบาหวานบริเวณเท้า โดยไม่ต้องตัดขา

May 12 / 2026

 

แผลเบาหวานบริเวณเท้า คือหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและที่สุดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี แผลเป็นอาจลุกลามจนต้องตัดขา แต่ปัจจุบันนี้มีแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้โดยไม่ต้องตัดขา ซึ่งจะต้องดูแลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สาเหตุที่เป็นเบาหวานแล้วต้องตัดขา

1. เส้นประสาทถูกทำลาย

 

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะไปทำลายเส้นประสาท โดยเฉพาะที่ปลายเท้า ทำให้ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึก ถึงบาดแผลที่บริเวณเท้า จึงทำให้ไม่รู้ตัวว่าเกิดบาดแผล

 

2. การทำงานระบบไหลเวือดเลือดเสื่อมสภาพ

 

โรคเบาหวานทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงที่เท้าได้น้อยลง ทำให้แผลหายช้า แผลติดเชื้อได้ง่ายและมีโอกาสเกิดบาดแผลใหม่ได้ง่าย

 

3. การติดเชื้อรุนแรง

 

เมื่อแผลติดเชื้อแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี บาดแผลจะลุกลามเข้าไปถึงเนื้อเยื่อชั้นใน กระดูก อาจนำไปสู่ภาวะ เนื้อตาย หรือ กระดูกอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะร้ายแรงที่อาจต้องตัดขาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด

 

ลักษณะของแผลเบาหวาน

  • เป็นแผลเรื้อรัง แผลหายช้า

  • ไม่มีอาการเจ็บที่แผล แม้ว่ามีบาดแผลรุนแรง

  • มีอาการบวม แดงบริเวณเท้า

  • บริเวณแผลมีเนื้อตายสีดำ เป็นสาเหตุของการติดเชื้ออย่างรุนแรง

ทุกครั้งที่ผู้ป่วย โรคเบาหวาน เกิดบาดแผลบริเวณเท้าหรือขา ความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักหนีไม่พ้นความกลัวว่าจะต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญไป หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียดอย่างหนักเมื่อบาดแผลเล็กๆ ลุกลามกลายเป็นแผลเรื้อรังที่รักษาไม่ยอมหาย ความจริงที่เจ็บปวดคือผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อแผลติดเชื้อรุนแรงจนแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากการตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ทว่าในปัจจุบันนี้ ความหวังไม่ได้ริบหรี่เหมือนในอดีตอีกต่อไป หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับวิกฤตนี้ ขอให้สูดหายใจลึกๆ แล้วรับรู้ไว้ว่าการสูญเสียอวัยวะไม่ใช่จุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป

ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ระดับสูง ผสานกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของทีมแพทย์ที่มุ่งเน้นการรักษาแบบเก็บรักษาอวัยวะ เรามีศักยภาพในการกอบกู้รอยแผลที่ดูเหมือนจะหมดหวังให้กลับมาสมานตัวได้อีกครั้ง การ รักษาแผลโรคเบาหวาน ในยุคปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปมาก เราพร้อมดูแลทุกบาดแผลด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อทวงคืนคุณภาพชีวิตและรอยยิ้มให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างสง่างามอีกครั้ง

การดูแลแผลที่ขาของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นกับผู้ป่วย โรคเบาหวาน สิ่งที่อันตรายที่สุดคือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ตามธรรมชาติ ทำให้แผลหายช้ากว่าคนปกติหลายเท่าตัว นอกจากนี้ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่ทำให้สูญเสียความรู้สึก ยิ่งทำให้ผู้ป่วยไม่รับรู้ถึงความรุนแรงของบาดแผล การดูแลแผลอย่างถูกวิธีและเคร่งครัดตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้แผลลุกลามจนเกินเยียวยา

1. ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ ด่างทับทิมล้างแผล

หลายคนมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์แรงจะช่วยให้แผลสะอาดและหายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์สำหรับผู้ที่เป็น โรคเบาหวาน การใช้แอลกอฮอล์ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือด่างทับทิมเช็ดลงบนบาดแผลโดยตรง จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่ออ่อนที่กำลังสร้างตัวใหม่ ทำให้แผลแห้งตึง สมานตัวช้า และอาจเกิดเนื้อตายเพิ่มขึ้น

วิธีการที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดคือการใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อทางการแพทย์ หรือ Normal Saline ล้างทำความสะอาดบาดแผลอย่างเบามือ น้ำเกลือมีความสมดุลกับความดันในเซลล์ร่างกายมนุษย์ จึงไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อที่บอบบาง ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกและคราบเลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่สร้างความระคายเคือง จากนั้นใช้ผ้าก๊อซสะอาดซับเบาๆ จนแห้งสนิท ห้ามถูหรือเช็ดแรงๆ อย่างเด็ดขาด

2. เปลี่ยนผ้าปิดแผลสม่ำเสมอ

ความอับชื้นเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การ รักษาแผลโรคเบาหวาน ที่ถูกต้องจำเป็นต้องรักษาสภาพแวดล้อมของแผลให้เหมาะสมอยู่เสมอ ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรเปลี่ยนวัสดุปิดแผลอย่างน้อยวันละหนึ่งถึงสองครั้ง หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อพบว่าผ้าพันแผลเปียกชื้น สกปรก หรือมีน้ำเหลืองซึมออกมา

การเลือกใช้วัสดุปิดแผลก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้พลาสเตอร์ปิดทับลงบนแผลโดยตรงเพราะอาจดึงรั้งผิวหนังรอบข้างจนเกิดแผลใหม่ แนะนำให้ใช้วัสดุปิดแผลทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับของเหลวได้ดี แต่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นที่พอเหมาะในระดับที่เซลล์สามารถเจริญเติบโตเพื่อปิดปากแผลได้

3. หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักเท้าข้างที่มีแผล

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้แผลบริเวณเท้าของผู้ป่วย โรคเบาหวาน ไม่ยอมหายคือการถูกกดทับซ้ำๆ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน น้ำหนักตัวที่กดทับลงบนบาดแผลจะเข้าไปทำลายระบบไหลเวียนเลือดฝอยบริเวณนั้น ทำให้เลือดไม่สามารถนำสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อที่กำลังบาดเจ็บได้

เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ผู้ป่วยจำเป็นต้องลดแรงกดทับบริเวณที่มีแผลให้มากที่สุด อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ไม้เท้า รถเข็นผู้ป่วย หรือสวมใส่รองเท้าเฝือกเฉพาะทางที่แพทย์แนะนำเพื่อกระจายน้ำหนักออกจากจุดที่เป็นแผล การพักเท้าให้มากที่สุดในช่วงที่มีการติดเชื้อหรือแผลเปิดกว้างคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยร่นระยะเวลาการรักษาให้สั้นลง

4. หากมีหนอง แผลติดเชื้อให้รีบพบแพทย์โดยทันที

เวลาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเมื่อต้องรับมือกับการติดเชื้อ การเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของบาดแผลทุกวันคือหน้าที่ที่ละทิ้งไม่ได้ หากบาดแผลเริ่มมีอาการบวมแดงรอบๆ ร้อนเมื่อสัมผัส มีอาการปวดรุนแรงขึ้น มีของเหลวสีขุ่นหรือหนองไหลซึม หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดว่าเชื้อแบคทีเรียได้ลุกลามเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อลึกแล้ว

หากปล่อยทิ้งไว้ เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระดูกหรือเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ห้ามพยายามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองหรือใช้สมุนไพรพอกแผลโดยเด็ดขาด ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทางทันทีเพื่อรับการขูดเนื้อตาย ระบายหนอง และรับยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำอย่างเร่งด่วน

แนวทางการรักษาแผลเบาหวานที่เท้า โดยไม่ต้องตัดขา

เมื่อบาดแผลเดินทางมาถึงจุดที่เป็นแผลเรื้อรังรุนแรง การดูแลขั้นพื้นฐานอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ด้วยศักยภาพทางการแพทย์ในปัจจุบัน เป้าหมายหลักในการ รักษาแผลโรคเบาหวาน ไม่ใช่การตัดอวัยวะทิ้งเพื่อจบปัญหา ทว่าคือการทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อรักษาส่วนของร่างกายไว้ให้ได้มากที่สุด ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจะร่วมกันวางแผนการรักษาที่ซับซ้อนและแม่นยำ เพื่อจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แผลไม่ยอมสมานตัว

1. การผ่าตัดขยายหลอดเลือดบริเวณขาที่ตีบตัน

ต้นตอสำคัญของแผลเรื้อรังในผู้ป่วย โรคเบาหวาน คือภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน เมื่อเลือดไหลเวียนลงไปที่เท้าไม่สะดวก เนื้อเยื่อก็ขาดทั้งออกซิเจน สารอาหาร และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรค แผลจึงไม่มีวันหายและเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตาย

การรักษาที่ล้ำสมัยในปัจจุบันคือการทำศัลยกรรมหลอดเลือดหรือการขยายหลอดเลือดผ่านสายสวน แพทย์จะเจาะรูเล็กๆ บริเวณขาหนีบ สอดสายสวนขนาดเล็กที่มีบอลลูนจิ๋วเข้าไปยังจุดที่หลอดเลือดตีบแคบ จากนั้นจะพองบอลลูนเพื่อดันไขมันหรือหินปูนที่อุดตันให้แนบติดผนังหลอดเลือด เปิดทางให้เลือดกลับมาไหลเวียนได้สะดวกอีกครั้ง ในบางกรณีอาจมีการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดเพื่อป้องกันการตีบซ้ำ เมื่อเลือดกลับไปเลี้ยงบาดแผลได้อย่างเต็มที่ เนื้อเยื่อที่เคยซีดเซียวจะกลับมามีสีชมพู และกระบวนการสมานแผลจะกลับมาทำงานได้อย่างมหัศจรรย์

นวัตกรรมและเทคโนโลยีการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน 

ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม เราพร้อมดูแลผู้ป่วยแผลเบาหวานที่เท้าด้วยแนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นการป้องกันการสูญเสียขา โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดตีบหรือตันร่วมด้วยหรือไม่ หากพบว่าการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงขาและเท้าไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการสอดสายสวนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดตัดต่อเส้นเลือด Bypass เพื่อช่วยให้เลือดกลับไปเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้น

การสอดสายสวนขยายหลอดเลือด เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยเปิดหลอดเลือดบริเวณขาที่ตีบหรือตัน โดยแพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีปัญหา จากนั้นใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น บอลลูน หรือขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดในบางกรณี เพื่อช่วยให้ทางเดินเลือดเปิดกว้างขึ้น เมื่อเลือดสามารถไหลเวียนไปยังปลายเท้าได้ดีขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณแผลจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการสมานแผลทำงานได้ดีขึ้น ลดโอกาสการลุกลามของแผล และช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

ในบางรายที่หลอดเลือดตีบตันมาก หรือไม่เหมาะกับการรักษาด้วยการสอดสายสวน แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดตัดต่อเส้นเลือด Bypass ซึ่งเป็นการสร้างทางเดินเลือดใหม่เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านบริเวณที่อุดตัน และเดินทางไปเลี้ยงขาและเท้าได้สะดวกขึ้น วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดส่วนปลายรุนแรง และพิ่มโอกาสในการรักษาแผลให้หาย โดยยังคงรักษาอวัยวะไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้เราเลือกใช้เทคโนโลยีที่สามารถรู้ถึงต้นตอของปัญหาแผลเบาหวาน ด้วยวิธี ABI (การคัดกรองภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบ) รวมไปถึงการเอ็กซเรย์และฉีดสีดูลักษณะการตีบ เพื่อสามารถใช้นวัตกรรมการสวนขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนช่วยรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลที่สุด มีความปลอดภัย ใช้เวลาน้อย และทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกมากขึ้น