เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
อาการเจ็บคอ กลืนเจ็บ คันคอ หรือรู้สึกระคายเคืองในลำคอ เป็นอาการที่หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องเล็กและคาดว่าจะหายเองภายในไม่กี่วัน แต่ในความเป็นจริง “คออักเสบ” อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 ไปจนถึงการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
สิ่งสำคัญคือไม่ควรรีบซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองทุกครั้งที่เจ็บคอ เพราะคออักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาไม่ถูกสาเหตุอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาเชื้อดื้อยาได้ บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่า คออักเสบมีอาการอย่างไร เกิดจากอะไร กี่วันหาย ควรดูแลตัวเองแบบไหน และเมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจที่ถูกต้อง
คออักเสบ คือภาวะที่เยื่อบุบริเวณลำคอเกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บ คัน ระคายเคือง แสบคอ คอแห้ง หรือกลืนแล้วเจ็บมากขึ้น บางรายอาจมีอาการร่วมกับไข้ ไอ น้ำมูก เสียงแหบ ต่อมทอนซิลบวมแดง หรือรู้สึกเหมือนมีเสมหะติดคอ
โดยทั่วไป คออักเสบมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยกว่าเชื้อแบคทีเรีย อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายพักผ่อนเพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้น และดูแลตามอาการอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คออักเสบบางกรณีอาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่อาจมาจากภูมิแพ้ น้ำมูกไหลลงคอ ควันบุหรี่ ฝุ่น มลพิษ อากาศแห้ง การใช้เสียงมาก หรือกรดไหลย้อน ซึ่งแต่ละสาเหตุมีแนวทางดูแลแตกต่างกัน การสังเกตอาการร่วมจึงช่วยให้ประเมินเบื้องต้นได้ว่าควรดูแลตนเอง หรือควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม
อาการคออักเสบสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ บางคนมีเพียงอาการเจ็บคอเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจเจ็บมากจนกลืนอาหารลำบากหรือพูดไม่สะดวก ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับสาเหตุ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย อายุ โรคประจำตัว และการดูแลตนเองในช่วงที่เริ่มป่วย
อาการที่พบได้บ่อยคือเจ็บคอ คันคอ คอแห้ง แสบคอ กลืนเจ็บ เสียงแหบ หรือรู้สึกระคายเคืองในลำคอ บางรายอาจสังเกตเห็นคอแดง ต่อมทอนซิลบวม หรือมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตและกดเจ็บได้
หากคออักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัส มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไอ น้ำมูกไหล จาม มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลีย อาการเหล่านี้มักคล้ายไข้หวัดทั่วไป และมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วันเมื่อได้รับการพักผ่อนเพียงพอ
ในเด็ก อาการคออักเสบอาจทำให้กินอาหารได้น้อยลง ร้องกวน กลืนน้ำลายลำบาก หรือมีไข้ร่วมด้วย ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเด็กมีอาการหายใจลำบาก ซึมลง หรือดื่มน้ำได้น้อยกว่าปกติ
คออักเสบจากแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อกลุ่ม Group A Streptococcus หรือที่มักเรียกว่า Strep throat อาจมีลักษณะอาการที่ค่อนข้างเฉียบพลัน เช่น เจ็บคอมากแบบเกิดขึ้นเร็ว มีไข้ กลืนเจ็บ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต หรือมีจุดหนองสีขาวบริเวณต่อมทอนซิล
อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะอาการของไวรัสและแบคทีเรียอาจคล้ายกัน แพทย์อาจพิจารณาตรวจร่างกาย ตรวจคอ หรือใช้การป้ายคอเพื่อตรวจหาเชื้อในบางกรณี ก่อนตัดสินใจว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
ดังนั้น หากมีอาการเจ็บคอรุนแรง มีไข้สูง ไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกร่วม แต่มีต่อมทอนซิลบวมแดงหรือมีหนอง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจไม่ตรงกับสาเหตุและทำให้การรักษาไม่เหมาะสม
คออักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่เจ็บคอจะต้องเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรือจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอ การเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลได้ถูกต้อง และลดความเสี่ยงจากการใช้ยาเกินความจำเป็น
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของคออักเสบคือการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ COVID-19 หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่น ๆ อาการมักมาพร้อมน้ำมูก ไอ จาม เสียงแหบ ปวดเมื่อย หรือมีไข้ต่ำ
คออักเสบจากไวรัสส่วนใหญ่มักหายได้เองเมื่อร่างกายกำจัดเชื้อได้ การรักษาจึงเน้นการพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน และใช้ยาบรรเทาอาการตามความจำเป็น เช่น ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
คออักเสบจากแบคทีเรียพบได้น้อยกว่าการติดเชื้อไวรัส แต่เป็นกลุ่มที่ต้องระวังมากกว่า โดยเฉพาะการติดเชื้อ Group A Streptococcus ซึ่งอาจทำให้มีอาการเจ็บคอมาก ไข้ ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
หากแพทย์ตรวจพบว่าเป็นคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามชนิดและระยะเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะการหยุดยาเองอาจทำให้เชื้อยังไม่หมดและเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
คออักเสบหรือเจ็บคออาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ภูมิแพ้ น้ำมูกไหลลงคอ ฝุ่น ควันบุหรี่ มลพิษ อากาศแห้ง การพูดเสียงดัง ใช้เสียงต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือกรดไหลย้อนที่ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารระคายเคืองลำคอ
กรณีนี้อาการอาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเรื้อรังมากกว่าการติดเชื้อทั่วไป เช่น ตื่นมาแล้วเจ็บคอเป็นประจำ มีเสมหะเหนียวในตอนเช้า แสบคอหลังรับประทานอาหารบางชนิด หรือเสียงแหบเรื้อรัง หากมีอาการต่อเนื่องควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรรักษาเฉพาะอาการเจ็บคอเพียงอย่างเดียว
ระยะเวลาที่คออักเสบจะหายขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากเกิดจากเชื้อไวรัส อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 3 ถึง 7 วัน บางรายอาจมีไอหรือคอแห้งหลงเหลืออยู่ได้นานกว่านั้นเล็กน้อย แต่โดยรวมควรมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ
หากเป็นคออักเสบจากแบคทีเรียและได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม อาการมักเริ่มดีขึ้นภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา แต่ยังควรรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
หากอาการเจ็บคอไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ เจ็บคอรุนแรงขึ้น มีไข้สูง กลืนลำบากมาก หายใจลำบาก หรือมีเสียงแหบต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะอาจมีสาเหตุอื่นที่ต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง
การดูแลตัวเองที่ถูกต้องสามารถช่วยบรรเทาอาการคออักเสบ ลดการระคายเคือง และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากไวรัสหรือปัจจัยระคายเคืองทั่วไป
สิ่งแรกที่ควรทำคือพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อให้ลำคอชุ่มชื้น ลดอาการคอแห้งและระคายเคือง ควรพักการใช้เสียง ลดการพูดเสียงดัง หลีกเลี่ยงการตะโกน และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่ ฝุ่น หรือมลพิษ
การจิบน้ำอุ่น การดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น หรือการกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นในบางรายอาจช่วยให้รู้สึกสบายคอมากขึ้น โดยควรทำอย่างเหมาะสมและไม่กลั้วแรงจนเกินไป หากมีไข้หรือปวดมาก อาจใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
นอกจากนี้ ควรรักษาความสะอาด ล้างมือบ่อย ๆ ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อในกรณีที่เป็นคออักเสบจากการติดเชื้อ
ช่วงที่มีอาการคออักเสบควรเลือกอาหารที่กลืนง่าย ไม่แข็ง ไม่แห้ง และไม่ระคายคอ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่น ไข่ตุ๋น เต้าหู้ หรืออาหารเนื้อนุ่มที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก อาหารลักษณะนี้ช่วยลดการเสียดสีบริเวณลำคอและทำให้รับประทานได้สะดวกขึ้น
เครื่องดื่มอุ่น เช่น น้ำอุ่น ชาอุ่นที่ไม่มีคาเฟอีน หรือน้ำผึ้งผสมมะนาวในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยให้คอชุ่มชื้นและรู้สึกสบายขึ้น แต่หากดื่มแล้วแสบคอมากขึ้นควรหลีกเลี่ยง เพราะแต่ละคนอาจตอบสนองต่ออาหารและเครื่องดื่มต่างกัน
เมื่อคออักเสบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เยื่อบุคอระคายเคืองมากขึ้น เช่น อาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ของทอดแข็งกรอบ ขนมกรุบกรอบ อาหารแห้งแข็ง รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้คอแห้งหรือแสบคอมากขึ้น
เครื่องดื่มเย็นจัดหรือร้อนจัดไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของคออักเสบในทุกคน แต่ในบางรายอาจกระตุ้นให้ระคายคอ ไอ หรือเจ็บคอมากขึ้น จึงควรสังเกตร่างกายตนเอง หากดื่มแล้วอาการแย่ลงควรหลีกเลี่ยงชั่วคราว
นอกจากนี้ ควรงดบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะควันบุหรี่เป็นสารระคายเคืองที่ทำให้ลำคออักเสบหายช้าลง และอาจทำให้อาการไอหรือเสียงแหบรุนแรงขึ้น หากมีอาการคออักเสบบ่อยหรือเรื้อรังร่วมกับการสูบบุหรี่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพลำคอเพิ่มเติม
ยาที่ใช้เมื่อมีอาการคออักเสบควรเลือกตามสาเหตุและอาการที่เป็น หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก อาจใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ตามขนาดที่เหมาะสม ส่วนยาอมแก้เจ็บคอหรือสเปรย์พ่นคอบางชนิดอาจช่วยบรรเทาอาการระคายคอชั่วคราวได้
หากมีน้ำมูกไหลลงคอจากภูมิแพ้ แพทย์หรือเภสัชกรอาจแนะนำยากลุ่มลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ตามความเหมาะสม แต่ไม่ควรใช้ยาเองต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือรับประทานยาอื่นอยู่
สำหรับยาปฏิชีวนะ ควรใช้เฉพาะกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรซื้อยากินเองเพียงเพราะมีอาการเจ็บคอ เพราะคออักเสบจากไวรัสไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ และยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยให้อาการจากไวรัสหายเร็วขึ้น
แม้อาการคออักเสบจำนวนมากสามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่บางอาการควรได้รับการตรวจจากแพทย์ โดยเฉพาะหากเจ็บคอรุนแรง มีไข้สูง กลืนลำบากมาก หายใจลำบาก อ้าปากลำบาก ปวดหู มีผื่น มีเลือดปนในน้ำลาย คอบวม หรือเสียงแหบนานเกิน 2 สัปดาห์
ในเด็ก ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการหายใจลำบาก น้ำลายไหลมากผิดปกติ กลืนไม่ได้ ซึมลง ดื่มน้ำได้น้อย หรือมีไข้สูง เพราะเด็กอาจเกิดภาวะขาดน้ำหรือมีการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าที่เห็นจากภายนอกได้
การพบแพทย์จะช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจตรวจคอ หู จมูก คลำต่อมน้ำเหลือง ฟังเสียงหายใจ หรือพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การป้ายคอเพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในรายที่สงสัย การวินิจฉัยที่ถูกต้องช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
การป้องกันคออักเสบเริ่มจากการลดโอกาสรับเชื้อและลดปัจจัยระคายเคืองในชีวิตประจำวัน ควรล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ หลังไอหรือจาม และหลังสัมผัสของใช้สาธารณะ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการป่วยทางเดินหายใจ หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยและรักษาระยะห่าง ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น โทรศัพท์มือถือ ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ และแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หรือใช้เสียงมากเป็นประจำ ควรดูแลโรคต้นเหตุให้เหมาะสม เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เจ็บคอหรือคออักเสบเรื้อรังได้ หากมีอาการซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลระยะยาว
คออักเสบเป็นอาการที่พบได้บ่อย และส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือปัจจัยระคายเคืองทั่วไป อาการมักดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกอาหารอ่อน กลั้วคออย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ฝุ่น หรือการใช้เสียงมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเจ็บคอรุนแรง มีไข้สูง กลืนลำบาก หายใจลำบาก มีหนองที่ต่อมทอนซิล หรืออาการไม่ดีขึ้นภายในหลายวัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะหากสงสัยคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เพราะอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะภายใต้คำแนะนำของแพทย์
หากมีอาการคออักเสบ เจ็บคอเรื้อรัง กลืนเจ็บ หรือมีอาการผิดปกติของหู คอ จมูกร่วมด้วย สามารถเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ช่วยให้ดูแลอาการได้ตรงจุดและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ