Messenger

รู้ทันโรคซิฟิลิส อาการแต่ละระยะ สาเหตุ และการรักษา

June 09 / 2026

โรคซิฟิลิสเป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลายคนอาจรู้จักชื่อ แต่ยังไม่เข้าใจอาการอย่างแท้จริง เพราะบางระยะอาจมีเพียงแผลเล็ก ๆ ที่ไม่เจ็บ บางรายมีผื่นขึ้นแล้วหายไปเอง จนทำให้เข้าใจผิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว ทั้งที่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและสามารถพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นได้

โรคซิฟิลิสคืออะไร

โรคซิฟิลิส คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema pallidum เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุหรือรอยแผลขนาดเล็กบริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือผิวหนังที่สัมผัสกับแผลติดเชื้อโดยตรง หลังติดเชื้อแล้ว โรคจะค่อย ๆ ดำเนินเป็นระยะ ตั้งแต่ระยะมีแผล ระยะมีผื่น ระยะแฝงที่ไม่แสดงอาการ ไปจนถึงระยะท้ายที่อาจส่งผลต่อระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด ดวงตา และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ

สิ่งที่ทำให้ซิฟิลิสเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้ามคือ อาการในระยะแรกมักไม่รุนแรงและอาจหายเองได้ แต่การที่แผลหรือผื่นหายไม่ได้หมายความว่าเชื้อหมดไป หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง เชื้ออาจยังอยู่ในร่างกายและกลับมาสร้างปัญหาสุขภาพในอนาคตได้

โรคซิฟิลิสเกิดจากอะไร ติดต่อได้ทางไหน

โรคซิฟิลิสเกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum โดยส่วนใหญ่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่สัมผัสกับแผลหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของซิฟิลิสแต่กำเนิด

ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เปลี่ยนคู่นอนบ่อย มีคู่นอนหลายคน หรือเคยมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศและทุกวัยที่มีเพศสัมพันธ์ จึงไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือการมองจากภายนอกเป็นตัวตัดสินว่าตนเองหรือคู่เพศสัมพันธ์ปลอดภัยจากการติดเชื้อ

การติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์

การติดต่อที่พบบ่อยที่สุดคือการสัมผัสแผลซิฟิลิสโดยตรง แผลอาจอยู่บริเวณอวัยวะเพศ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ริมฝีปาก หรือในช่องปาก บางตำแหน่งอาจมองเห็นได้ยาก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ว่าตนเองมีแผลและยังคงมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ

แม้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ถ้าแผลอยู่ในบริเวณที่ถุงยางครอบคลุมไม่ถึง ก็ยังมีโอกาสติดต่อได้ ดังนั้นการสังเกตความผิดปกติของร่างกายและการตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสสามารถส่งผ่านเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้ หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตในครรภ์ ทารกเสียชีวิตหลังคลอด หรือทารกเกิดมาพร้อมภาวะซิฟิลิสแต่กำเนิด

ด้วยเหตุนี้ การฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกและการตรวจเลือดตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่แน่ใจว่าตนเองเคยสัมผัสเชื้อมาก่อนหรือไม่

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดต่อ

ซิฟิลิสไม่ได้ติดต่อจากการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น การกอด การจับมือ การนั่งใกล้กัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือการกินอาหารร่วมกันตามปกติ การติดต่อจำเป็นต้องมีการสัมผัสกับแผลหรือเยื่อบุที่มีเชื้อโดยตรงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม หากมีแผลในช่องปากหรือบริเวณริมฝีปาก การจูบหรือการมีเพศสัมพันธ์ทางปากอาจเป็นช่องทางการแพร่เชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดเมื่อมีแผลผิดปกติ และควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยแทนการคาดเดาเอง

โรคซิฟิลิส อาการแต่ละระยะเป็นอย่างไร

อาการของโรคซิฟิลิสแบ่งได้เป็นหลายระยะ และแต่ละระยะมีลักษณะแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการครบตามลำดับ แต่บางคนอาจมีอาการไม่ชัดเจนหรือแทบไม่มีอาการเลย การเข้าใจอาการแต่ละระยะจะช่วยให้สังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โรคยังรักษาได้ง่ายและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก

ซิฟิลิสระยะที่ 1

ซิฟิลิสระยะที่ 1 หรือระยะปฐมภูมิ มักเริ่มจากแผลริมแข็งบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แผลมักมีลักษณะเป็นแผลขอบแข็ง กดไม่ค่อยเจ็บ อาจมีแผลเดียวหรือหลายแผล และพบได้ที่อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือบริเวณใกล้เคียง

ปัญหาคือแผลชนิดนี้อาจอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น เช่น ภายในช่องคลอด ปากมดลูก หรือทวารหนัก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ เมื่อเวลาผ่านไปแผลอาจหายเองได้ แต่เชื้อไม่ได้หายไปจากร่างกาย หากไม่ได้รักษา โรคสามารถดำเนินไปสู่ระยะต่อไปได้

ซิฟิลิสระยะที่ 2

ซิฟิลิสระยะที่ 2 หรือระยะทุติยภูมิ มักเกิดเมื่อเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยอาจมีผื่นขึ้นตามลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือบริเวณอวัยวะเพศ ผื่นอาจไม่คันและไม่เจ็บ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผื่นแพ้ ผื่นจากโรคผิวหนัง หรือผื่นจากสาเหตุอื่น

นอกจากผื่นแล้ว อาจมีอาการไข้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด หรือผมร่วงเป็นหย่อม ๆ อาการเหล่านี้อาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและเข้าสู่ระยะแฝงหากไม่ได้รับการรักษา

ซิฟิลิสระยะแฝง

ซิฟิลิสระยะแฝงเป็นระยะที่ผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น จึงเป็นช่วงที่หลายคนไม่รู้ว่าตนเองยังมีเชื้ออยู่ในร่างกาย การตรวจเลือดจึงมีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นวิธีที่ช่วยค้นหาการติดเชื้อได้แม้ไม่มีแผลหรือผื่น

ระยะแฝงอาจคงอยู่ได้นานหลายปี หากไม่ได้รับการรักษา บางรายอาจไม่เกิดอาการรุนแรงต่อไป แต่บางรายอาจพัฒนาเข้าสู่ระยะท้าย ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสเกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญมากขึ้น

ซิฟิลิสระยะท้าย

ซิฟิลิสระยะท้ายมักเกิดในผู้ที่ติดเชื้อมาเป็นเวลานานและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เชื้ออาจส่งผลต่อระบบประสาท สมอง หัวใจ หลอดเลือด ดวงตา กระดูก หรืออวัยวะภายใน ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาการมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว ความจำ การเคลื่อนไหว หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด

ระยะนี้เป็นระยะที่อาจสร้างความเสียหายถาวรได้ แม้การรักษาจะช่วยหยุดการดำเนินโรคและกำจัดเชื้อ แต่ความเสียหายบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เต็มที่ จึงควรตรวจและรักษาตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะโรคซิฟิลิสที่ควรสังเกต

ลักษณะโรคซิฟิลิสที่ควรระวังคือความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือหลังมีความเสี่ยงจากคู่เพศสัมพันธ์ที่ไม่แน่ใจสถานะการติดเชื้อ การสังเกตอาการไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง แต่เพื่อให้ตัดสินใจพบแพทย์ได้เร็วขึ้น

แผลไม่เจ็บที่อวัยวะเพศหรือปาก

แผลซิฟิลิสในระยะแรกมักไม่เจ็บหรือเจ็บน้อย ทำให้หลายคนละเลย โดยเฉพาะหากแผลมีขนาดเล็กหรืออยู่ในจุดที่มองเห็นยาก หากพบแผลผิดปกติที่อวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือขาหนีบ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ผื่นขึ้นตามตัว ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า

ผื่นจากซิฟิลิสระยะที่ 2 อาจขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควรให้ความสำคัญ หากมีผื่นร่วมกับไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ หรือเคยมีแผลที่อวัยวะเพศมาก่อน ควรแจ้งประวัติความเสี่ยงกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมาเพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น

อาการที่อาจหายเองแต่โรคยังไม่หาย

ซิฟิลิสเป็นโรคที่ทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย เพราะแผลและผื่นอาจหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อหมดจากร่างกาย การรอให้อาการหายหรือซื้อยากินเองอาจทำให้โรคเข้าสู่ระยะแฝงและตรวจพบช้าขึ้น หากมีความเสี่ยงควรตรวจเลือดเพื่อยืนยัน ไม่ควรใช้การหายของอาการเป็นหลักฐานว่าปลอดภัยแล้ว

ใครบ้างที่ควรตรวจซิฟิลิส

การตรวจซิฟิลิสเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้าข่ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่มีอาการเท่านั้น เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการในช่วงแรกหรืออยู่ในระยะแฝง การตรวจพบเร็วช่วยให้รักษาได้เร็ว ลดการแพร่เชื้อ และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง

ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยควรพิจารณาตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจสถานะสุขภาพของคู่เพศสัมพันธ์ หรือมีอาการผิดปกติหลังจากนั้น แม้จะมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีความเสี่ยงได้หากมีการสัมผัสแผลหรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ

ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนหรือมีคู่นอนหลายคน

ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นระยะ เพราะความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งของการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพของคู่เพศสัมพันธ์และการป้องกันทุกครั้งด้วย

หญิงตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจคัดกรองซิฟิลิสตามแผนฝากครรภ์ เพราะการติดเชื้อสามารถส่งผลต่อทารกได้โดยตรง การตรวจพบและรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงต่อซิฟิลิสแต่กำเนิดและภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

ผู้ที่มีอาการแผล ผื่น หรือตุ่มผิดปกติ

หากมีแผลที่อวัยวะเพศ แผลในปาก ผื่นที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ตุ่มผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ หรืออาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ ไม่ควรอายหรือปกปิดข้อมูล เพราะประวัติความเสี่ยงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์เลือกวิธีตรวจและรักษาได้เหมาะสม

โรคซิฟิลิส การรักษาทำอย่างไร

โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค ระยะเวลาที่ติดเชื้อ อาการที่พบ และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แพทย์จะพิจารณาจากผลตรวจเลือด การตรวจร่างกาย และประวัติความเสี่ยงของผู้ป่วย

การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

แนวทางหลักในการรักษาโรคซิฟิลิสคือการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยยาที่ใช้บ่อยคือกลุ่มเพนิซิลลินในรูปแบบฉีด ซึ่งแพทย์จะกำหนดจำนวนครั้งและวิธีให้ยาตามระยะของโรค หากเป็นระยะแรกอาจใช้การรักษาที่สั้นกว่า แต่หากเป็นระยะแฝงนานหรือมีภาวะแทรกซ้อน อาจต้องใช้แผนการรักษาที่เข้มข้นขึ้นและติดตามใกล้ชิดกว่าเดิม

ทำไมไม่ควรซื้อยากินเอง

การซื้อยากินเองอาจทำให้อาการบางอย่างดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าเชื้อถูกกำจัดหมด หากใช้ยาผิดชนิด ผิดขนาด หรือกินยาไม่ครบ อาจทำให้การรักษาไม่สมบูรณ์และทำให้การติดตามผลยากขึ้น นอกจากนี้ อาการของซิฟิลิสอาจคล้ายโรคอื่น เช่น เริม แผลริมอ่อน หูดหงอนไก่ หรือโรคผิวหนังบางชนิด จึงควรตรวจวินิจฉัยก่อนรักษา

ต้องพาคู่นอนไปตรวจหรือรักษาด้วยไหม

ควรแจ้งคู่เพศสัมพันธ์ให้เข้ารับการตรวจ เพราะหากรักษาเพียงคนเดียวแต่คู่ยังมีเชื้ออยู่ อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ การตรวจและรักษาคู่เพศสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญของการควบคุมโรค ช่วยลดการแพร่เชื้อและลดความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาอีก

หลังรักษาต้องติดตามผลอย่างไร

หลังรักษา แพทย์จะนัดติดตามผลเลือดเป็นระยะเพื่อประเมินว่าค่าการติดเชื้อลดลงตามที่ควรหรือไม่ ผู้ป่วยควรมาตามนัดและงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแพทย์จะประเมินว่าปลอดภัย หากจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อยังมีแผลหรือผื่นผิดปกติ

วิธีป้องกันโรคซิฟิลิส

การป้องกันโรคซิฟิลิสเริ่มจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การรู้สถานะสุขภาพของตนเองและคู่เพศสัมพันธ์ และการตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง แม้โรคนี้จะรักษาได้ แต่การป้องกันยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดทั้งความเสี่ยงต่อตนเอง คู่เพศสัมพันธ์ และในกรณีหญิงตั้งครรภ์ยังช่วยปกป้องทารกในครรภ์ด้วย

ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อซิฟิลิสและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ ควรใช้ตั้งแต่เริ่มจนจบการมีเพศสัมพันธ์ และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลหรือผื่นผิดปกติของคู่เพศสัมพันธ์

ตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง

หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เปลี่ยนคู่นอน มีคู่นอนหลายคน หรือมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และทำให้รักษาได้อย่างเหมาะสมก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลหรือผื่นผิดปกติ

หากมีแผล ตุ่ม ผื่น หรือความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวและพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย การฝืนมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีอาการอาจเพิ่มความเสี่ยงการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นและทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้